หน้าแรก 

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
155268 ครั้ง

แนวคิดการทำเกษตรพอเพียง



                               

                            

 

การเกษตร คือ การค้นหาความจริงของชีวิต

 

                สมัยเรียนจบใหม่ๆ มีความใฝ่ฝันอยากเป็นคนรวย เพราะคนรวยเขามีทุกสิ่งทุกอย่าง คงจะมีความสุขสบายดี  เพราะคิดว่าเงินสามารถสร้างทุกสิ่งทุกอย่างได้  ซึ่งเป็นความคิดที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น

                ในปี พ.ศ. 2536  พ่อสุนัน มะทิลา  อายุ 28 ปี ได้ลงทุนทำธุรกิจค้าขายเศษเหล็ก หวังว่าจะเป็นอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้ให้ครอบครัว และอีกไม่นานคงจะมีรายได้จากการทำธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี  พ่อก็ดำเนินการมาได้ด้วยดีในช่วง 8 ปีแรก ไม่ได้มีปัญหาอะไร มีเงินทุนหมุนเวียนในครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 ล้านบาท มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ อยากได้อะไรก็ได้ สามารถซื้อได้ทุกอย่างได้ด้วยตนเอง

จากที่เคยมีร้านรับซื้อเศษเหล็กเพียงร้านเดียวในละแวกนั้น  ก็มีร้านรับซื้อเหล็กขึ้นเพิ่มเป็น 12 ร้าน ในละแวกเดียวกันนั้น เริ่มมีการแข่งขันกันสูงมากขึ้น มีการแย่งชิงสินค้า แข่งขันกันซื้อ แทบไม่มีกำไรเหลือ จำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องโดยการกู้เงินจากสถาบันทางการเงินเพื่อขยายกิจการในการแข่งขัน จากที่เคยมีตังค์ใช้จ่ายเหลือเฟือไม่เคยมีหนี้สินก็เริ่มมี กำไรก็น้อยลงแทบไม่มีเหลือ บางครั้งค่าขนส่งก็ขาดทุน สถานการณ์การบริหารงานกิจการเริ่มเปลี่ยนแปลงไม่มีความแน่นอน ที่เคยสุขก็กลับกลายเป็นทุกข์  และช่วงเวลา 16 ปีที่ผ่านมา กับการเป็นพ่อค้า เปรียบเสมือนกับต้นไม้ใหญ่ทียืนต้นเป็นร่มเงาให้คนที่ปลูก เมื่อได้เห็นก็ชื่นใจ หากแต่ระยะเวลา 16 ปี กิจการค้าขายกลับไม่เจริญเติบโตยิงใหญ่เหมือนดังต้นไม้

 

 

 

เมื่อปี 2550 ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้กิจการขาดทุนมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น หาทางออกไม่ได้ จะสู้ต่อไป ก็หมดเรี่ยวแรงเต็มที ทุกข์ทั้งกายและใจ ทำให้พ่อสุนัน ต้องหาที่พึ่งทางจิตใจเพื่อหาทางการแก้ปัญหา คิดได้ว่า ทุกข์ทางกายต้องไปหาหมอ แต่ถ้าทุกข์ทางใจต้องไปเข้าวัดฟังธรรม ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดที่จะเข้าวัดฟังธรรมเท่าไหร่นัก เพราะไม่มีเวลาและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทำได้เพียงทำบุญสุนทานเล็กๆน้อยๆ แต่เมื่อได้เข้าไปศึกษาและลองปฏิบัติด้วยวิธีการเจริญสติแล้วทำให้มองเห็นความจริง มองเห็นความอยากและเห็นความต้องการของตนเอง และที่สำคัญมองเห็นเงินทองภายนอก  ว่าขนาดตัวเราหาเงินมาได้แล้ว มีเงินแล้ว แต่ทำไมเรายังไม่พบความสุขที่แท้จริง  ตลอดระยะเวลาที่หาได้ สิ่งที่เรียกว่า ความสุขนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง  พบเพียงการต่อสู้การดิ้นรนทำงานหนักแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง มีความทุกข์ใจตลอดเวลา แม้กระทั่งมีเงินอยู่ในมือเป็นแสนๆ ภายนอกอาจดูเหมือนจะมั่งมี แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหนี้สินเพิ่มพูนมากขึ้น

เมื่อคิดทบทวนไตร่ตรองแล้ว พบว่า  การมีชีวิตที่มีความสุขแท้ที่จริงแล้ว การร่ำรวยเงินทองคงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีความสุขและมีคุณค่าที่สุด คือ การมีสุขภาพที่ดีและมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว พึ่งตนเองได้ อยู่ได้ด้วยตนเอง และได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทุ่งนา ป่าเขา ครั้งหนึ่งได้เดินทางไปศึกษาดูงานเห็นต้นไม้ต้นใหญ่มากฉุกคิดว่า ต้นไม้มันใช้เวลาไม่กี่สิบปีในการเจริญเติบโต มันก็สามารถทำประโยชน์ได้หลายอย่างแล้ว  แต่ทำไมกิจการของเรามีเงินเข้าออกในแต่ละวันเป็นแสนๆในระยะเวลาสิบกว่าปีกลับมีแต่หนี้ ไม่เจริญงอกงามเหมือนต้นไม้ สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ได้คิดทบทวนตัวเองมากยิ่งขึ้นและเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้

นับจากนั้นเป้าหมายชีวิตก็ได้เปลี่ยนไป มีความศรัทธาในสิ่งที่ตนเองได้ลงมือทำ โดยพ่อสุนัน ได้ดำรงอยู่ท่ามกลางเกษตรอินทรีย์ในครอบครัวของตนเอง เช่น การผลิตอาหารสัตว์และยารักษาโรคของสัตว์ ไว้รักษาเอง รักษา วัว ควาย หมู ห่าน เป็ด ไก่  ซึ่งใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในแปลงนา เช่น การหมักด้วยต้นกล้วย การทำน้ำบำรุงร่างกายสัตว์ เช่น น้ำหมักบอระเพ็ด และการอยู่โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ตามเกษตรอินทรีย์ใหม่ ทั้งยังได้เริ่มปรับเปลี่ยนจากที่นาโล่งๆ ก็กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้นาๆพันธุ์ ทั้งไม้น้อยไม้ใหญ่ หลากหลายชนิด  อาจจะยังไม่ดูเนืองแน่นเท่าไหร่นัก แต่นั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เติบใหญ่ในใจคนที่คิดและได้ลงมือทำอย่างแข็งขันรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนและผลักดันแบ่งปันช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม เป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้กับคนในชุมชน สร้างสังคมที่สามารถพึ่งตนเองและมีความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจและ มีศรัทธาเชื่อมั่นว่า  “ เส้นทางสายนี้จะเป็นเส้นทางสายจริงของทั้งชีวิต”