หน้าแรก 

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
157742 ครั้ง

ด้านการเลี้ยงปศุสัตว์




ด้านการเลี้ยงปศุสัตว์

ภายในศูนย์การเรียนรู้ จะมีการเลี้ยงสัตว์อยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็นการเลี้ยงเพื่ออุปโภคบริโภคและเพื่อจุนเจือแบ่งปันขยายพันธุ์ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม จะมีขายบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อเพิ่มกิจกรรมในฟาร์ม

                    เป็นการจัดการเลี้ยงสัตว์ที่ปฏิบัติตามหลักการเกษตรอินทรีย์สากล ไม่แยกกิจกรรมการปลูกพืชอาหารสัตว์และการเลี้ยงสัตว์ออกจากกัน สัตว์เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์เกษตรในฟาร์ม เป็นระบบการจัดการฟาร์มที่เกื้อกูลกัน เริ่มจาก ดินที่อุดมสมบรูณ์ ปราศจากการใช้สารเคมีใดๆที่ทำลายดินและสิ่งมีชีวิตในดิน ปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ดังนั้นการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์มีหลักการจัดการและเทคนิคที่สำคัญ ดังนี้


       1.
เป็นระบบการผลิตปศุสัตว์ที่คำนึงถึงความสมดุล ของ ดิน พืช สัตว์ ใช้หลักการของความหลากหลายทางชีวภาพ พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลกัน เช่นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ พืชและเศษเหลือเป็นอาหารสัตว์ มูลสัตว์เป็นอาหารของพืช และจุลินทรีย์ เป็นต้น มีการจัดการระบบของเสียจากฟาร์ม เช่น ปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์โดยใช้มูลสัตว์ในฟาร์มปรับปรุงดิน หรือจัดการหมุนเวียนบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มนำมาใช้กับพืช
       2.
หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและสารสังเคราะห์ใดๆและอาหารสัตว์ที่มาจากการตัดต่อพันธุกรรม ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
       3.
การจัดการฟาร์มที่สมดุลระหว่างการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ ให้เกิดความสมดุลระหว่างจำนวนสัตว์และอาหารสัตว์ในฟาร์ม
      4.
เน้นการเลือกใช้พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่เหมาะสม กับทรัพยากร อากาศ สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เช่น ไก่ เป็ด โค กระบือ แพะพื้นเมือง และพันธุ์สัตว์ที่พัฒนาคัดเลือกสายพันธุ์ในประเทศ เนื่องจากทนทานต่อโรค และกินอาหารสัตว์ในท้องถิ่นได้ดี
     5.
เน้นการจัดการเลี้ยงสัตว์ให้อยู่สุขสบายตามธรรมชาติและพฤติกรรมของสัตว์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคโดยธรรมชาติ โดยการ
       »
การจัดระบบสวัสดิภาพสัตว์ จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความหนาแน่น การระบายอากาศ เช่น เลี้ยงสัตว์แบบปล่อย ให้สัตว์ได้สัมผัส ดิน แสงแดด มีคอก โรงเรือนให้คุ้มแดด ฝน และความร้อนได้ และมีพื้นที่ให้สัตว์ออกกำลัง ลักษณะการจัดการคอกโรงเรือนเป็นไปตามความเหมาะสม โดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สอดคล้องกับวัฒนธรรมการปฏิบัติที่ดีต่อสัตว์ ทำให้สัตว์ไม่เครียด มีภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติ
     »
การจัดการอาหารสัตว์ โดยการจัดสัดส่วนอาหารที่เหมาะสม พิจารณาปลูกพืชอาหารสัตว์ทางเลือกที่ปลูกง่ายในท้องถิ่น มีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ธัญพืช พืชสกัดน้ำมันที่ไม่ใช้สารเคมี ถั่วต่างๆ ใบมันสำปะหลัง ใบกระถิน สาหร่าย การเบียร์ ส่าเหล้า การหมักชีวภาพด้วยจุลินทรีย์ การปลูกต้นกล้วย มีประโยชน์ทุกส่วนเป็นทั้งอาหารและยา การเลี้ยงสุกรและไก่ในแปลงหญ้า หาพืชทดแทนการใช้อาหารสำเร็จรูปจากโรงงานเนื่องจากข้าวโพด กากถั่วเหลืองนำเข้ามาจากการตัดต่อพันธุกรรม
      6.
มีการจัดการป้องกันโรค เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค ได้แก่ ความสะอาด สุขอนามัยของอุปกรณ์และบริเวณเลี้ยงสัตว์ การควบคุมยานพาหนะและคนเข้าออกฟาร์ม การกักสัตว์ใหม่เข้าฟาร์ม หรือเลี้ยงสัตว์ในที่ห่างไกลจากชุมชน เป็นต้น
      7.
การใช้สมุนไพร นำหมักชีวภาพที่มาจากสารธรรมชาติ เป็นการป้องกันโรคและเสริมสุขภาพ เช่น การใช้ ส่วนผสมของสมุนไพรผง ฟ้าทะลายโจร ไพล ขมิ้นชัน ในอัตรา 0.1-0.2 % ในอาหารไก่ หรือ สุกร สามารถทดแทนการใช้สารปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโต และป้องกันโรคทางเดินหายใจและทางเดินอาหารในสัตว์ได้ นอกจากนี้มีภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้สมุนไพรป้องกันและรักษาโรคสัตว์มากมายหลายตำรับ เช่น การถ่ายพยาธิด้วยมะเกลือ หญ้ายาง เป็นต้น
        8.
เน้นการพึ่งพาตนเองใช้ปัจจัยการผลิตภายในให้มากที่สุด เช่น พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ที่ผลิตได้เอง หรือเครือข่ายที่อยู่ใกล้ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุนการผลิต เรียนรู้การทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้ผสมน้ำให้สัตว์กิน และทำความสะอาดคอก กำจัดกลิ่นในมูลสัตว์
       9.
เน้นส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นของผลิต และกระตุ้นจิตสำนึกของผู้บริโภค การผลิตเพื่อการบริโภคตลาดในชุมชนและเครือข่ายชุมชนใกล้เคียง เป็นการผลิตในขนาดเล็กที่พอเหมาะ สนับสนุนโรงฆ่าขนาดเล็กในชุมชนทีถูกสุขอนามัยทำให้ ลดการขนส่ง การตลาดและการกระจายสินค้าที่ต้องใช้พลังงานสูง เมื่อผลิตได้มากก็สามารถผลิตขายเป็นรายได้ เป็นการลดปัญหาความยากจนในชนบท

รูปแบบการผลิตสัตว์แบ่งได้ 3 ระดับ ได้แก่

1. การเลี้ยงสัตว์หลังบ้าน ปลูกพืช- เลี้ยงสัตว์ผสมผสาน เช่น ไก่พื้นเมือง โค กระบือ และเลี้ยงปลา ในนาข้าว ตามศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่และแรงงานในครอบครัว หมุนเวียนใช้ทรัพยากรที่เกิดจากการผลิตในฟาร์ม มีการเลี้ยงสัตว์เป็นออมทรัพย์ของครอบครัวใช้มูลเป็นปุ๋ย และเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวไม่ต้องใช้เงินสดซื้อหา ไม่อิงตลาด ลงทุนต่ำ สามารถปรับเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ได้เนื่องจากเกษตรกรคุ้นเคยวิธีการผลิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์แบบเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเองในปัจจัยการผลิต ผลผลิตที่เหลือจึงขายภายในชุมชนเดียวกัน

2. ระดับธุรกิจชุมชน เลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก ขนาดกลางร่วมกับการปลูกพืช อาจทำนาเป็นหลัก เช่น การเลี้ยงไก่ เป็ด สุกร โคเนื้อ โคนมแพะ เป็นการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นรายได้หลัก มีระดับการจัดการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ พันธุ์สัตว์ คอกสัตว์ ใช้อาหารสัตว์จากภายนอกฟาร์ม ยาป้องกันและรักษาโรค การเลี้ยงสัตว์เหล่านี้สามารถปรับเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ได้ โดยการรณรงค์การจัดการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ดี ลดความเครียดสัตว์ให้เกิดน้อยที่สุด การเลี้ยงแบบปล่อยไม่หนาแน่น การใช้เรียนรู้การใช้สมุนไพร สารที่ได้จากการหมักบ่มด้วยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ผสมอาหารหรือน้ำดื่มทำให้ลดการใช้ยาเคมีเท่าที่จำเป็น หรืองดใช้ในที่สุด จุดสำคัญคืออาหารสัตว์ที่ใช้จะต้องมาจากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ดังนั้นจะต้องสร้างเครือข่าย ผู้ผลิตอาหารสัตว์อินทรีย์ เช่น ข้าวเปลือก รำ ปลายข้าว ข้าวโพด ถั่วต่างๆ หรือผลิตอาหารสัตว์ใช้เองในฟาร์มหรือในกลุ่มสมาชิก เป็นต้น

3. ระดับการเลี้ยงสัตว์อุตสาหกรรม เป็นการเลี้ยงสัตว์ที่ต้องการผลผลิตจากสัตว์สูงสุด เพื่อการค้า มีการเลี้ยงต่อพื้นที่หนาแน่น ใช้เทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ยาป้องกันรักษาโรคตามโปรแกรมของบริษัท ปรับระบบการผลิตเป็นโรงเรือนปิด ป้องกันการสัมผัสเชื้อโรค ฟาร์มในรูปแบบนี้สามารถลดการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในอาหาร และยาปฏิชีวนะได้ โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ประสิทธิผล และมีเพียงพอต่ออุตสาหกรรม จากสมุนไพร และโปรไบโอติก หรือสารอินทรีย์ เช่นเอนไซม์ จากกระบวนการหมักบ่มด้วยจุลินทรีย์ เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์จากสารธรรมชาติ จะเป็นโอกาสหนึ่งในการผลิตสินค้าที่สามารถแข่งขันได้ในอนาคต