หน้าแรก 

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
93005 ครั้ง

ประเภทของบายศรี



บายศรีของราษฎร์ มี ชนิด คือ

บายศรีปากชาม ประกอบด้วยตัวบายศรีทำด้วยใบตองประดับด้วยนมแมวจะเป็น ชั้น ชั้น ชั้น หรือ ชั้น ตามแต่ฐานะของครอบครัวที่ประกอบพิธี จัดประดับลงในชาม ส่วนใหญ่มักเป็นชามเบญจรงค์อย่างสวยงาม ตามยอดนมแมวประดับด้วยดอกไม้ ตรงกลางชามมีกรวยเย็บด้วยใบตอง บรรจุข้าวสุกวางคว่ำลง มีไข่เป็ดต้มสุกปักไว้บนยอดเรียกว่า " ไข่ขวัญ " ระหว่างตัวบายศรีจะทำใบตองตัดเป็นรูป " แมงดา " ประดับแทรกให้สวยงาม บายศรีปากชามนี้ใช้ในพิธีทำขวัญในครัวเรือนหรือ บวงสรวง สังเวย บูชาครู เทพยดาอารักษ์ทั่ว ไป

บายศรีใหญ่ ใช้ในงานพิธีสำคัญ เช่น พิธีทูลพระขวัญของชาวเชียงใหม่หรือเป็นพิธีทำขวัญที่ทำเป็นงานใหญ่ เช่น บวชนาค โกนจุก ไหว้ครู เป็นต้น บางครั้งบายศรีใหญ่นี้ใช้ควบคู่ไปกับบายศรีปากชามด้วย บายศรีแบ่งออกเป็น ลักษณะ คือ

    . บายศรีต้น บายศรีตั้ง หรือ บายศรีชั้น เช่น บายศรีทูลพระขวัญของชาวเชียงใหม่ บายศรีสำหรับทำขวัญนาค ทำขวัญโกนจุกหรือไหว้ครู เป็นต้น บายศรีชนิดนี้ใช้ต้นกล้วยหรือไม้เนื้อแข็ง กลึงเป็นแกนวางบนพานหรือโตก อาจทำเป็น ชั้น ชั้น ชั้น หรือ ชั้น ก็ได้ตามแต่ความสำคัญของผู้ที่จะได้รับการสู่ขวัญ ทางเหนือได้วางระเบียบการทำบายศรีต้นไว้ดังนี้ คือ
  บายศรีต้น ชั้น สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
 บายศรีต้น ชั้น สำหรับเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า และพระราชอาคันตุกะชั้นประธานาธิบดี
บายศรีต้น ชั้น
สำหรับเจ้านายที่ทรงกลมหรือเสนาบดี  บายศรีต้น ชั้น ใช้ในพิธีสมรสของชั้นหลานเจ้านายฝ่ายเหนือ

    . บายศรีใหญ่ เป็นบายศรีปากชามขนาดใหญ่จัดใส่พาน โตกหรือตะลุ่มแทนชามดังจะเห็นได้จากบายศรีที่จัดทั่ว ไป ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน การจัดบายศรีใส่ในพานหรือตะลุ่มนี้ จะจัดเป็นชั้นเดียว หรือใช้พานหรือตะลุ่มซ้อนกันเป็นชั้น ก็ได้แล้วแต่ความสำคัญของพิธี

อาหารที่ใส่ในบายศรีส่วนมากจะตีความหมายไปในทางปริศนาธรรม เช่น กล้วยน้ำไทย ชิ้น หมายความถึงภพ ภพ คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีแตงกวา ขนมต้มหรือขนมที่มีนามเป็นมงคล และมีอาหารคาวด้วย ส่วนเครื่องประกอบบายศรีอื่นนั้นก็เช่นเดียวกับเครื่องประกอบของบายศรีหลวง

ในการทำขวัญโดยทั่ว ไป หมอขวัญจะเป็นผู้ทำพิธีโดยจัดให้ผู้รับทำขวัญนั่งพับเพียบ พนมมือหันหน้าเข้าหาบายศรี ส่วนผู้ที่มาร่วมงานนั่งล้อมรอบ หมอทำขวัญจะป้ายน้ำมันหอมลงบนไส้เทียนที่แว่นเวียนเทียน จุดเทียนชัย และสวดมนต์ แล้วจึงสวดเรียกขวัญ เสร็จแล้วจะนำด้ายสายสิญจน์มาร่ายคาถา ขมวดสายสิญจน์ไปแกว่งวนเหนือข้อมือและศีรษะเจ้าของขวัญพร้อมกับอวยพรให้ แล้วจึงนำด้ายสายสิญจน์ผูกให้ที่ข้อมือข้างใดก็ได้เป็นอันเสร็จพิธี ในภาคเหนือจะเรียกบายศรีว่า "ใบสี", "ใบสรี" หรือ "ใบสีนมแมว" และจะเรียกพานบายศรีว่า ขันใบสี เพราะชาวล้านนาจะเรียกพานว่า ขัน แล้วเรียกขันว่า สลุง บายศรีแยกเป็น 4 ประเภท คือ

1.        บายศรีหลวง

2.        บายศรีนมแมว

3.        บายศรีปากชาม

4.        บายศรีกล้วย

ส่วนในภาคอีสานจะเรียกบายศรีว่า "พาบายศรี", "พาขวัญ" หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า "ขันบายศรี" ในภาคอีสานจะแยกบายศรีออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.        พาขวัญ

2.        พาบายศรี

3.        หมากเบ็ง

 

ประเภทของการสูตรขวัญในสมัยก่อน
1.
การแต่งงาน
2.
บวชนาค
3.
คนหายป่วย
4.
สู่ขวัญพระภิกษุ
5.
สู่ขวัญข้าว,บุญคูนลาน (ปัจจุบัน อำเภอยางตลาดจังหวัดกาฬสินธุ์ไดเจัดเป็นงานประจำปีเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเป็นการสืบทอดประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่สืบไป
6.
สู่ขวัญเกวียน
7.
สู่ขวัญรถ
8.
สู่ขวัญวัว, ควาย

ปัจจุบันยังใช้งานอยู่คือ
การแต่งงาน บวชนาค คนหายป่วย พระภิกษุ สู่ขวัญข้าว
องค์ประกอบของการสูตรขวัญในแต่ละประเภท
ขั้นตอนการทำพิธี บทสูต เครื่องประกอบพิธีต่างๆ คุณตาเคนได้ยึดหลักตามสมัยดั่งเดิมตามที่คุณตาได้เรียนมาจากครูคือ นายพัน ภูธรรมมา ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงกัน (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)

1. แต่งงาน
-
พาขวัญ หรือ บายศรี ส่วนดอกไม้ประดับใช้ดอกอะไรก็ได้สีอะไรก็ได้ยกเว้นดอกไม้ที่มีสีดำเพราะเชื่อว่าสีดำเป็นสีไม่ดีเป็นสีอัปมงคล
-
เทียนฮอบหัวค่าคีง 2 เล่ม(บางหมู่บ้านจะเรียกเทียนรอบหัวค่าคีง จะเพี้ยนไป
ตามสำเนียงของหมู่บ้าน) คือ เทียนที่นำมาใช้ในการประกอบพิธี ซึ่งจะมี 2 เล่ม เล่มแรกถ้าทำพิธีสู่ขวัญใครก็จะนำไปวัดรอบหัวคนนั้น เล่ม2 ให้นำไปวัดจากคอจนถึงสะดือ มีความหมายว่า ให้เสนียดจัญไรที่มีในตัวไหม้ไปตามเทียนที่จุด
-
เทียนไขสีเหลืองหรือขาว
-
ขันธ์ 5 ใช้เป็นคายของหมอสูตร ( คาย หมายถึง เครื่องบูชาครูของหมอสูตร )
ประกอบด้วย
1.
เทียนเล็ก 5 คู่
2.
ดอกไม้สีขาว 5 คู่
3.
เงิน ไม่ระบุจำนวน

-
ไข่ไก่ 2 ฟอง แบ่งให้คู่บ่าวสาวคนละฟอง ชาย 1 ฟอง หญิง 1 ฟอง ไข่ไก่จะเป็นการเสี่ยงทายของคู่บ่าวสาว โดยจะใช้เส้นผมตัดแบ่งครึ่งของไข่เพื่อดูไข่แดง ถ้าไข่สวยแสดงว่าอนาคตจะดี สาเหตุที่ใช้เส้นผมเพราะเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์จะไม่ไปทำให้ไข่เปื้อนสิ่งต่างๆอันเป็นผลในการเสี่ยงทายของไข่แดง ต้องเป็นไข่ไก่เท่านั้น ( เพราะคนนิยม )ต้องใช้ไข่ที่ยังไม่ได้ฟัก ถ้าแม่ไก่อยู่ที่รังต้องขอ โดยพูดว่า “ ขอไข่จักหน่วยแน่เด้อซิเอาไส่พาขวัญ แล้วแต่กรณีที่เราจะนำไปประกอบพิธีได้
-
ข้าวต้มมัด ( ต้มสุกแล้ว ) ข้าวต้มมัดหมายความว่า ไม่ให้บ่าวสาวแยกออกจากกัน
-
ด้ายฝ้ายผูกแขน ฝ้ายผูกแขนสีขาวเท่านั้น เพราะเป็นสีบริสุทธ์ มงคล
-
พาข้าว สำรับข้าว 1สำรับ ประกอบด้วย เผือก มัน พาข้าว ไม่รู้สาเหตุว่าทำไม
ต้องใส่เผือก มัน แต่ทำกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเลยปฏิบัติสืบต่อกันมา กล้วยน้ำหว้าหรือกล้วยอื่น ยกเว้นกล้วยตานีเพราะเชื่อว่าเป็นกล้วยผีสิง ข้าวเหนียวนึ่งสุก 1 ปั้น เหล้าขาว (สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายแต่ทุกอย่างลงท้ายด้วยคี่ เพราะถือว่าคี่อยู่ คู่หนี)

ขั้นตอนการทำพิธีการแต่งงาน
1.
จุดธูปเทียน
2.
ประนมมือไหว้พระรัตนตรัย ( ถ้าหากในงานเชิญพระสงฆ์มาประกอบพิธีด้วยไม่ต้องไหว้พระเพราะพระสงฆ์ได้พาไหว้แล้ว)
3.
กล่าวสัคเค ( เป็นการอัญเชิญเทวดามาเป็นพยานในการทำพิธี )
4.
ไหว้ทิศใจเป็น
5.
กล่าวอาราธนาพราหมณ์ ( เป็นคำบูชาอาจารย์ )
6.
เชิญขวัญ ( ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่สถานการณ์ว่ามีเวลาหรือไม่หากเวลาไม่พอก็ไม่กล่าวก็ได้ )
7.
มิดฟาย ( การมิดฟาย คือ พรมน้ำมนต์ ) โดยการ เอาเหล้าออกมาใส่แก้วแล้วเอาดอกไม้ที่อยู่ในขันธ์ 5 มาจุ่มเพื่อมิดฟายแก่คู่บ่าวสาวและร่วมในพิธีนั้นๆ ซึ่งเชื่อว่าการมิดฟายนี้เป็นวิธีการให้พรอีกทาง
8.
ผูกแขน ให้หมอสูตรผูกแขนให้คู่บ่าวสาวก่อนแล้วญาติถึงผูกตามทีหลัง

2. การสู่ขวัญบุคคลทั่วไป
-
เช่น กลับจากทำงานต่างประเทศ จะไปทหาร เชื่อว่าเป็นการเรียกขวัญให้เข้ากายเพื่อพร้อมที่จะเดินทางออกจากบ้านและให้กลับบ้านมาโดยปลอดภัย
-
เครื่องประกอบพิธีการสู่ขวัญบุคคลทั่วไปจะมีพิธีการขั้นตอนทุกอย่างเหมือนกันกับการสู่ขวัญแต่งงาน จะแตกต่างกันที่บทสู่ขวัญ เท่านั้น (สืบค้นได้จากเอกสารสำเนาลายมือของคุณตาเคน)
3.
การสู่ขวัญคนหายป่วยเครื่องประกอบพิธีการสู่ขวัญคนหายป่วยจะเหมือนการสู่ขวัญแต่งงานและพิธีการขั้นตอนของการสู่ขวัญคนป่วยทุกอย่างเหมือนกันกับการสู่ขวัญแต่งงานจะแตกต่างกันที่บทสู่ขวัญ เท่านั้น

4. การสู่ขวัญนาค
-
ใช้เครื่องประกอบในพิธีเหมือนกันกับพิธีแต่งงาน แต่เปลี่ยนน้ำมิดฟายจากน้ำเหล้าเป็นน้ำหอม ( ใช้ขมิ้นหรือแป้งหอมในการทำน้ำหอมก็ได้ )  เพราะการบวชต้องถือศีล 8 ถ้ามีเหล้าในพิธีถือว่าผิดศีล
-
ขั้นตอนการประกอบพิธีเหมือนกันกับ

5. การสู่ขวัญข้าว (บุญคูนลาน)
-
ต้องมีข้าวเปลือกเป็นองค์ประกอบสำคัญ จะเอาทั้งเป็นรวงข้าวและเป็นเมล็ดแล้วส่วนที่เป็นเมล็ดจะนำมากอง ส่วนที่เป็นรวงข้าวจะนำมาสร้างเป็นปราสาทข้าวล้อมกองข้าวไว้ โดยจะมีตาแหลมหน้าวัว ปัก 4 มุมล้อมรอบปราสาทข้าวเพื่อเป็นยันรักษาพระแม่โพสพส่วนข้าวที่ประกอบพิธีแล้วประชาชนจะมาขอ เพื่อจะนำไปไว้ที่เหล้าเป็นขวัญของเหล้า ส่วนข้าวที่เหลือจะนำไปขายเพื่อจะนำเงินที่ได้ไปเข้าวัด
เครื่องประกอบพิธีและพิธีการขั้นตอนจะเหมือนกันกับการสู่ขวัญแต่งงาน แต่จะเพิ่มบางอย่างเข้าไปในพิธี ประกอบด้วย
1.
คันหลาว คือ เครื่องมือในการทำนา ใช้หาบข้าวเปลือกที่มัดรวมกันเป็นมัดใหญ่แล้วจะใช้ไม้คันหลาวเป็นตัวหาบข้าวโดยจะใช้เสียบรวงข้าว 2 ข้าง แล้วหาบข้าวมายังลานที่จะเก็บข้าว
2.
ตระกร้า , กะบุง เป็นเครื่องมือในการทำนา
3.
ภาชน์ข้าว ( เครื่องสังเวย ) ประกอบด้วย
4.
ไก่ต้ม ( ไม่เอาไก่งวงเพราะไม่นิยม ) ไม่ต้องเอาเครื่องในออกต้มทั้งตัว ( เหตุที่ไม่เอาเครื่องในออกไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่คนรุ่นก่อนๆเป็นผู้ปฏิบัติมาเช่นนี้เลยต้องถือเป็นแบบอย่าง) ใช้เป็นเครื่องสังเวย
5.
เหล้าขาว โดยเชื่อกันว่าเป็นน้ำอมฤทธิ์ ใช้เป็นเครื่องสังเวย
6.
เผือก , มัน ใช้เป็นเครื่องสังเวย
7.
อ้อย ต้องใช้เป็นลำ สาเหตุที่ใช้เป็นลำไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดแต่บรรพบุรุษปฏิบัติสืบต่อกันมานาน
-
ขั้นตอนในการทำพิธีจะเหมือนกันกับพิธีแต่งงานจะต่างกันที่ คำสูตขวัญ

6. การสู่ขวัญพระสงฆ์
-
โดยส่วนมากการสูตรขวัญพระสงฆ์จะไม่เป็นการสอนพระสงฆ์แต่จะเป็นการขอพรพระสงฆ์ มักจะได้ทำพิธีเนื่องในโอกาสการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระสงฆ์
-
ขั้นตอนการทำพิธีเหมือนกันกับการบวชนาค แต่จะไม่มีบทสูตคำสอน เพราะการสูตรขวัญของแต่ละประเภทจะแฝงคำสอนไว้ แต่พระสงฆ์จะถือเป็นคำสอนไม่ได้จะต้องเป็นการให้พรแทน อย่างใช่อวยพรให้ท่านมีสุขภาพดีและมีอายุให้ยาวนาน

7. การสู่ขวัญเกวียน
-
ตามประวัติสมัยก่อนเคยทำกันแต่ปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำกันเพราะปัจจุบันเกวียนไม่ได้ใช้เป็นพาหนะ คุณตาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นักเพราะไม่เคยทำพิธี

8.การสู่ขวัญวัว , ควาย
-
ตามประวัติสมัยก่อนเคยทำกันแต่ปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำกันเพราะปัจจุบันวัว,ควายไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการทำนาโดยสมัยก่อนใช้ควายในการไถนา คุณตาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นักเพราะไม่เคยทำพิธี