ประเภทของบายศรี
บายศรีของราษฎร์ มี ๒ ชนิด คือ
บายศรีปากชาม ประกอบด้วยตัวบายศรีทำด้วยใบตองประดับด้วยนมแมวจะเป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น หรือ ๙ ชั้น ตามแต่ฐานะของครอบครัวที่ประกอบพิธี จัดประดับลงในชาม ส่วนใหญ่มักเป็นชามเบญจรงค์อย่างสวยงาม ตามยอดนมแมวประดับด้วยดอกไม้ ตรงกลางชามมีกรวยเย็บด้วยใบตอง บรรจุข้าวสุกวางคว่ำลง มีไข่เป็ดต้มสุกปักไว้บนยอดเรียกว่า " ไข่ขวัญ " ระหว่างตัวบายศรีจะทำใบตองตัดเป็นรูป " แมงดา " ประดับแทรกให้สวยงาม บายศรีปากชามนี้ใช้ในพิธีทำขวัญในครัวเรือนหรือ บวงสรวง สังเวย บูชาครู เทพยดาอารักษ์ทั่ว ๆ ไป
บายศรีใหญ่ ใช้ในงานพิธีสำคัญ เช่น พิธีทูลพระขวัญของชาวเชียงใหม่หรือเป็นพิธีทำขวัญที่ทำเป็นงานใหญ่ เช่น บวชนาค โกนจุก ไหว้ครู เป็นต้น บางครั้งบายศรีใหญ่นี้ใช้ควบคู่ไปกับบายศรีปากชามด้วย บายศรีแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๑. บายศรีต้น บายศรีตั้ง หรือ บายศรีชั้น เช่น บายศรีทูลพระขวัญของชาวเชียงใหม่ บายศรีสำหรับทำขวัญนาค ทำขวัญโกนจุกหรือไหว้ครู เป็นต้น บายศรีชนิดนี้ใช้ต้นกล้วยหรือไม้เนื้อแข็ง กลึงเป็นแกนวางบนพานหรือโตก อาจทำเป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น หรือ ๙ ชั้น ก็ได้ตามแต่ความสำคัญของผู้ที่จะได้รับการสู่ขวัญ ทางเหนือได้วางระเบียบการทำบายศรีต้นไว้ดังนี้ คือ
บายศรีต้น ๙ ชั้น สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
บายศรีต้น ๗ ชั้น สำหรับเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า และพระราชอาคันตุกะชั้นประธานาธิบดี
บายศรีต้น ๕ ชั้น
สำหรับเจ้านายที่ทรงกลมหรือเสนาบดี บายศรีต้น ๓ ชั้น ใช้ในพิธีสมรสของชั้นหลานเจ้านายฝ่ายเหนือ
๒. บายศรีใหญ่ เป็นบายศรีปากชามขนาดใหญ่จัดใส่พาน โตกหรือตะลุ่มแทนชามดังจะเห็นได้จากบายศรีที่จัดทั่ว ๆ ไป ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน การจัดบายศรีใส่ในพานหรือตะลุ่มนี้ จะจัดเป็นชั้นเดียว หรือใช้พานหรือตะลุ่มซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ก็ได้แล้วแต่ความสำคัญของพิธี
อาหารที่ใส่ในบายศรีส่วนมากจะตีความหมายไปในทางปริศนาธรรม เช่น กล้วยน้ำไทย ๓ ชิ้น หมายความถึงภพ ๓ ภพ คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีแตงกวา ขนมต้มหรือขนมที่มีนามเป็นมงคล และมีอาหารคาวด้วย ส่วนเครื่องประกอบบายศรีอื่นนั้นก็เช่นเดียวกับเครื่องประกอบของบายศรีหลวง
ในการทำขวัญโดยทั่ว ๆ ไป หมอขวัญจะเป็นผู้ทำพิธีโดยจัดให้ผู้รับทำขวัญนั่งพับเพียบ พนมมือหันหน้าเข้าหาบายศรี ส่วนผู้ที่มาร่วมงานนั่งล้อมรอบ หมอทำขวัญจะป้ายน้ำมันหอมลงบนไส้เทียนที่แว่นเวียนเทียน จุดเทียนชัย และสวดมนต์ แล้วจึงสวดเรียกขวัญ เสร็จแล้วจะนำด้ายสายสิญจน์มาร่ายคาถา ขมวดสายสิญจน์ไปแกว่งวนเหนือข้อมือและศีรษะเจ้าของขวัญพร้อมกับอวยพรให้ แล้วจึงนำด้ายสายสิญจน์ผูกให้ที่ข้อมือข้างใดก็ได้เป็นอันเสร็จพิธี ในภาคเหนือจะเรียกบายศรีว่า "ใบสี", "ใบสรี" หรือ "ใบสีนมแมว" และจะเรียกพานบายศรีว่า ขันใบสี เพราะชาวล้านนาจะเรียกพานว่า ขัน แล้วเรียกขันว่า สลุง บายศรีแยกเป็น 4 ประเภท คือ
1. บายศรีหลวง
2. บายศรีนมแมว
3. บายศรีปากชาม
4. บายศรีกล้วย
ส่วนในภาคอีสานจะเรียกบายศรีว่า "พาบายศรี", "พาขวัญ" หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า "ขันบายศรี" ในภาคอีสานจะแยกบายศรีออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. พาขวัญ
2. พาบายศรี
3. หมากเบ็ง
ประเภทของการสูตรขวัญในสมัยก่อน
1. การแต่งงาน
2. บวชนาค
3. คนหายป่วย
4. สู่ขวัญพระภิกษุ
5. สู่ขวัญข้าว,บุญคูนลาน (ปัจจุบัน อำเภอยางตลาดจังหวัดกาฬสินธุ์ไดเจัดเป็นงานประจำปีเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเป็นการสืบทอดประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่สืบไป
6. สู่ขวัญเกวียน
7. สู่ขวัญรถ
8. สู่ขวัญวัว, ควาย
ปัจจุบันยังใช้งานอยู่คือ
การแต่งงาน บวชนาค คนหายป่วย พระภิกษุ สู่ขวัญข้าว
องค์ประกอบของการสูตรขวัญในแต่ละประเภท
ขั้นตอนการทำพิธี บทสูต เครื่องประกอบพิธีต่างๆ คุณตาเคนได้ยึดหลักตามสมัยดั่งเดิมตามที่คุณตาได้เรียนมาจากครูคือ นายพัน ภูธรรมมา ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงกัน (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)
1. แต่งงาน
- พาขวัญ หรือ บายศรี ส่วนดอกไม้ประดับใช้ดอกอะไรก็ได้สีอะไรก็ได้ยกเว้นดอกไม้ที่มีสีดำเพราะเชื่อว่าสีดำเป็นสีไม่ดีเป็นสีอัปมงคล
- เทียนฮอบหัวค่าคีง 2 เล่ม(บางหมู่บ้านจะเรียกเทียนรอบหัวค่าคีง จะเพี้ยนไป
ตามสำเนียงของหมู่บ้าน) คือ เทียนที่นำมาใช้ในการประกอบพิธี ซึ่งจะมี 2 เล่ม เล่มแรกถ้าทำพิธีสู่ขวัญใครก็จะนำไปวัดรอบหัวคนนั้น เล่ม2 ให้นำไปวัดจากคอจนถึงสะดือ มีความหมายว่า ให้เสนียดจัญไรที่มีในตัวไหม้ไปตามเทียนที่จุด
- เทียนไขสีเหลืองหรือขาว
- ขันธ์ 5 ใช้เป็นคายของหมอสูตร ( คาย หมายถึง เครื่องบูชาครูของหมอสูตร )
ประกอบด้วย
1.เทียนเล็ก 5 คู่
2. ดอกไม้สีขาว 5 คู่
3. เงิน ไม่ระบุจำนวน
- ไข่ไก่ 2 ฟอง แบ่งให้คู่บ่าวสาวคนละฟอง ชาย 1 ฟอง หญิง 1 ฟอง ไข่ไก่จะเป็นการเสี่ยงทายของคู่บ่าวสาว โดยจะใช้เส้นผมตัดแบ่งครึ่งของไข่เพื่อดูไข่แดง ถ้าไข่สวยแสดงว่าอนาคตจะดี สาเหตุที่ใช้เส้นผมเพราะเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์จะไม่ไปทำให้ไข่เปื้อนสิ่งต่างๆอันเป็นผลในการเสี่ยงทายของไข่แดง ต้องเป็นไข่ไก่เท่านั้น ( เพราะคนนิยม )ต้องใช้ไข่ที่ยังไม่ได้ฟัก ถ้าแม่ไก่อยู่ที่รังต้องขอ โดยพูดว่า ขอไข่จักหน่วยแน่เด้อซิเอาไส่พาขวัญ แล้วแต่กรณีที่เราจะนำไปประกอบพิธีได้
- ข้าวต้มมัด ( ต้มสุกแล้ว ) ข้าวต้มมัดหมายความว่า ไม่ให้บ่าวสาวแยกออกจากกัน
- ด้ายฝ้ายผูกแขน ฝ้ายผูกแขนสีขาวเท่านั้น เพราะเป็นสีบริสุทธ์ มงคล
- พาข้าว สำรับข้าว 1สำรับ ประกอบด้วย เผือก มัน พาข้าว ไม่รู้สาเหตุว่าทำไม
ต้องใส่เผือก มัน แต่ทำกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเลยปฏิบัติสืบต่อกันมา กล้วยน้ำหว้าหรือกล้วยอื่น ยกเว้นกล้วยตานีเพราะเชื่อว่าเป็นกล้วยผีสิง ข้าวเหนียวนึ่งสุก 1 ปั้น เหล้าขาว (สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายแต่ทุกอย่างลงท้ายด้วยคี่ เพราะถือว่าคี่อยู่ คู่หนี)
ขั้นตอนการทำพิธีการแต่งงาน
1. จุดธูปเทียน
2. ประนมมือไหว้พระรัตนตรัย ( ถ้าหากในงานเชิญพระสงฆ์มาประกอบพิธีด้วยไม่ต้องไหว้พระเพราะพระสงฆ์ได้พาไหว้แล้ว)
3. กล่าวสัคเค ( เป็นการอัญเชิญเทวดามาเป็นพยานในการทำพิธี )
4. ไหว้ทิศใจเป็น
5. กล่าวอาราธนาพราหมณ์ ( เป็นคำบูชาอาจารย์ )
6. เชิญขวัญ ( ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่สถานการณ์ว่ามีเวลาหรือไม่หากเวลาไม่พอก็ไม่กล่าวก็ได้ )
7. มิดฟาย ( การมิดฟาย คือ พรมน้ำมนต์ ) โดยการ เอาเหล้าออกมาใส่แก้วแล้วเอาดอกไม้ที่อยู่ในขันธ์ 5 มาจุ่มเพื่อมิดฟายแก่คู่บ่าวสาวและร่วมในพิธีนั้นๆ ซึ่งเชื่อว่าการมิดฟายนี้เป็นวิธีการให้พรอีกทาง
8. ผูกแขน ให้หมอสูตรผูกแขนให้คู่บ่าวสาวก่อนแล้วญาติถึงผูกตามทีหลัง
2. การสู่ขวัญบุคคลทั่วไป
- เช่น กลับจากทำงานต่างประเทศ จะไปทหาร เชื่อว่าเป็นการเรียกขวัญให้เข้ากายเพื่อพร้อมที่จะเดินทางออกจากบ้านและให้กลับบ้านมาโดยปลอดภัย
- เครื่องประกอบพิธีการสู่ขวัญบุคคลทั่วไปจะมีพิธีการขั้นตอนทุกอย่างเหมือนกันกับการสู่ขวัญแต่งงาน จะแตกต่างกันที่บทสู่ขวัญ เท่านั้น (สืบค้นได้จากเอกสารสำเนาลายมือของคุณตาเคน)
3. การสู่ขวัญคนหายป่วยเครื่องประกอบพิธีการสู่ขวัญคนหายป่วยจะเหมือนการสู่ขวัญแต่งงานและพิธีการขั้นตอนของการสู่ขวัญคนป่วยทุกอย่างเหมือนกันกับการสู่ขวัญแต่งงานจะแตกต่างกันที่บทสู่ขวัญ เท่านั้น
4. การสู่ขวัญนาค
- ใช้เครื่องประกอบในพิธีเหมือนกันกับพิธีแต่งงาน แต่เปลี่ยนน้ำมิดฟายจากน้ำเหล้าเป็นน้ำหอม ( ใช้ขมิ้นหรือแป้งหอมในการทำน้ำหอมก็ได้ ) เพราะการบวชต้องถือศีล 8 ถ้ามีเหล้าในพิธีถือว่าผิดศีล
- ขั้นตอนการประกอบพิธีเหมือนกันกับ
5. การสู่ขวัญข้าว (บุญคูนลาน)
- ต้องมีข้าวเปลือกเป็นองค์ประกอบสำคัญ จะเอาทั้งเป็นรวงข้าวและเป็นเมล็ดแล้วส่วนที่เป็นเมล็ดจะนำมากอง ส่วนที่เป็นรวงข้าวจะนำมาสร้างเป็นปราสาทข้าวล้อมกองข้าวไว้ โดยจะมีตาแหลมหน้าวัว ปัก 4 มุมล้อมรอบปราสาทข้าวเพื่อเป็นยันรักษาพระแม่โพสพส่วนข้าวที่ประกอบพิธีแล้วประชาชนจะมาขอ เพื่อจะนำไปไว้ที่เหล้าเป็นขวัญของเหล้า ส่วนข้าวที่เหลือจะนำไปขายเพื่อจะนำเงินที่ได้ไปเข้าวัด
เครื่องประกอบพิธีและพิธีการขั้นตอนจะเหมือนกันกับการสู่ขวัญแต่งงาน แต่จะเพิ่มบางอย่างเข้าไปในพิธี ประกอบด้วย
1. คันหลาว คือ เครื่องมือในการทำนา ใช้หาบข้าวเปลือกที่มัดรวมกันเป็นมัดใหญ่แล้วจะใช้ไม้คันหลาวเป็นตัวหาบข้าวโดยจะใช้เสียบรวงข้าว 2 ข้าง แล้วหาบข้าวมายังลานที่จะเก็บข้าว
2. ตระกร้า , กะบุง เป็นเครื่องมือในการทำนา
3. ภาชน์ข้าว ( เครื่องสังเวย ) ประกอบด้วย
4. ไก่ต้ม ( ไม่เอาไก่งวงเพราะไม่นิยม ) ไม่ต้องเอาเครื่องในออกต้มทั้งตัว ( เหตุที่ไม่เอาเครื่องในออกไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่คนรุ่นก่อนๆเป็นผู้ปฏิบัติมาเช่นนี้เลยต้องถือเป็นแบบอย่าง) ใช้เป็นเครื่องสังเวย
5. เหล้าขาว โดยเชื่อกันว่าเป็นน้ำอมฤทธิ์ ใช้เป็นเครื่องสังเวย
6. เผือก , มัน ใช้เป็นเครื่องสังเวย
7. อ้อย ต้องใช้เป็นลำ สาเหตุที่ใช้เป็นลำไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดแต่บรรพบุรุษปฏิบัติสืบต่อกันมานาน
- ขั้นตอนในการทำพิธีจะเหมือนกันกับพิธีแต่งงานจะต่างกันที่ คำสูตขวัญ
6. การสู่ขวัญพระสงฆ์
- โดยส่วนมากการสูตรขวัญพระสงฆ์จะไม่เป็นการสอนพระสงฆ์แต่จะเป็นการขอพรพระสงฆ์ มักจะได้ทำพิธีเนื่องในโอกาสการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระสงฆ์
- ขั้นตอนการทำพิธีเหมือนกันกับการบวชนาค แต่จะไม่มีบทสูตคำสอน เพราะการสูตรขวัญของแต่ละประเภทจะแฝงคำสอนไว้ แต่พระสงฆ์จะถือเป็นคำสอนไม่ได้จะต้องเป็นการให้พรแทน อย่างใช่อวยพรให้ท่านมีสุขภาพดีและมีอายุให้ยาวนาน
7. การสู่ขวัญเกวียน
- ตามประวัติสมัยก่อนเคยทำกันแต่ปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำกันเพราะปัจจุบันเกวียนไม่ได้ใช้เป็นพาหนะ คุณตาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นักเพราะไม่เคยทำพิธี
8.การสู่ขวัญวัว , ควาย
- ตามประวัติสมัยก่อนเคยทำกันแต่ปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำกันเพราะปัจจุบันวัว,ควายไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการทำนาโดยสมัยก่อนใช้ควายในการไถนา คุณตาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นักเพราะไม่เคยทำพิธี